ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ทนายสู้คดี

คืนรถหลังคำพิพากษาแล้ว ยังถูกฟ้องค่าขาดราคา ต้องจ่ายอีกหรือไม่

ทนายสู้คดี

คืนรถหลังคำพิพากษาแล้ว
ยังถูกฟ้องค่าขาดราคา
ต้องจ่ายอีกหรือไม่

ทนายสู้คดีไฟแนนซ์ คืนรถหลังศาลพิพากษาแล้ว ต้องจ่ายค่าขาดราคาอีกหรือไม่

 

คืนรถแล้ว แต่เจ้าหนี้นำรถไปขายได้เงินน้อยกว่าราคาที่ศาลกำหนด ผู้เช่าซื้อต้องจ่ายส่วนต่างเสมอไปหรือไม่ พาไปดูคดีจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4122/2567 เป็นตัวอย่างสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังมองหา ทนายสู้คดีไฟแนนซ์ หรือ ทนายคดีเช่าซื้อรถ เพราะแสดงให้เห็นว่า การขายรถได้ราคาต่ำเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดส่วนต่างนั้น

 

คดีนี้เกิดอะไรขึ้น

 

ในคดีก่อน ศาลพิพากษาให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันคืนรถยนต์แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทน 100,000 บาท พร้อมกำหนดความรับผิดเรื่องค่าขาดประโยชน์ไว้ด้วย

 

ต่อมาโจทก์ติดตามรถกลับคืนมาได้ และนำออกขายได้เงิน 40,000 บาท จึงฟ้องเรียกค่าขาดราคาและค่าใช้จ่ายในการติดตามรถเป็นคดีใหม่

 

ศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าขาดราคา 60,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย ผู้เช่าซื้อจึงฎีกา และท้ายที่สุด ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฟ้องสำหรับผู้เช่าซื้อด้วย

 

ทำไมขายรถได้เพียง 40,000 บาท จึงเรียกส่วนต่าง 60,000 บาทไม่ได้

 

ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำพิพากษาคดีก่อนกำหนดลำดับการชำระหนี้ไว้ว่า ให้คืนรถก่อน หากคืนไม่ได้จึงให้ใช้ราคาแทน

 

เงิน 100,000 บาทจึงเป็นราคาใช้แทนในกรณีคืนรถไม่ได้ ไม่ใช่ราคาขายรถขั้นต่ำที่โจทก์จะต้องได้รับเมื่อได้รถคืนแล้ว

 

คดีนี้โจทก์ไม่ได้พิสูจน์ว่า รถขายได้ราคาต่ำเพราะมีสภาพทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวัง อีกทั้งเอกสารส่งมอบรถก็ไม่ปรากฏว่ารถชำรุดบกพร่องหรือใช้การไม่ได้อย่างไร

 

ศาลจึงถือว่าโจทก์ได้รับรถคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี เป็นการชำระหนี้ตรงตามคำพิพากษาคดีก่อนแล้ว จึงไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้เช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ได้

 

คืนรถหลังคำพิพากษาแล้ว ไม่ต้องจ่ายอะไรอีกเลยหรือ

 

ไม่ใช่ทุกกรณี และไม่ได้หมายความว่าหนี้ทุกรายการสิ้นสุดลง

 

คำพิพากษานี้วินิจฉัยการเรียกค่าเสียหายในคดีใหม่ ส่วนค่าขาดประโยชน์และหนี้รายการอื่นที่ศาลกำหนดไว้ในคดีก่อน ต้องพิจารณาตามคำพิพากษาและการชำระหนี้ของแต่ละรายการ

 

ศาลยังวางหลักว่า หากการไม่ชำระหนี้ให้ตรงตามคำพิพากษาทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหาย เจ้าหนี้อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ แต่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้รองรับความรับผิดนั้น การนำรถไปขายแล้วได้เงินต่ำกว่าราคาใช้แทนจึงไม่ได้ทำให้เรียกส่วนต่างได้โดยอัตโนมัติ

 

ไม่แจ้งก่อนขายรถ เป็นเหตุให้ชนะคดีนี้หรือไม่

 

ผู้เช่าซื้อยกข้อต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้แจ้งให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันใช้สิทธิซื้อรถก่อนขายทอดตลาดตามหลักเกณฑ์ที่อ้างในฎีกา แต่ ศาลไม่ได้ยกฟ้องเพราะเหตุนี้

 

ศาลเห็นว่าคดีนี้เป็นการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีก่อน มิใช่การเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาค้ำประกันที่เลิกกันไปแล้ว จึงไม่จำต้องพิจารณาเรื่องการแจ้งก่อนขายรถดังกล่าว

 

เหตุที่ผู้เช่าซื้อชนะคดี คือโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าการได้รับรถคืนเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ตรงตามคำพิพากษาและก่อให้เกิดความเสียหายตามที่เรียกร้อง

 

ทนายคดีเช่าซื้อรถต้องตรวจอะไร ก่อนวางแนวทางสู้คดี

 

สำหรับคดีที่มีการคืนรถหลังศาลพิพากษา การให้ทนายตรวจเอกสารควรครอบคลุมประเด็นต่อไปนี้

  1. คำพิพากษาคดีก่อน กำหนดให้คืนรถ ใช้ราคาแทน และชำระค่าเสียหายอย่างไร
  2. หลักฐานการรับรถคืน ได้รถคืนเมื่อใด และบันทึกสภาพรถไว้อย่างไร
  3. ภาพถ่ายและเอกสารตรวจสภาพรถ มีความเสียหายอะไร และมีหลักฐานเกี่ยวกับสาเหตุหรือไม่
  4. เอกสารการขายรถ ขายได้เท่าใด และเจ้าหนี้อ้างเหตุใดในการเรียกส่วนต่าง
  5. คำฟ้องคดีใหม่ เรียกเงินรายการใด อาศัยสิทธิตามสัญญาหรือความเสียหายจากการไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา
  6. หลักฐานการชำระเงิน เคยชำระหนี้ตามคำพิพากษารายการใดไปแล้วบ้าง

 

ผู้ที่ถูกฟ้องเรียกค่าขาดราคาหลังคืนรถ ควรนำเอกสารเหล่านี้ให้ ทนายสู้คดีไฟแนนซ์ ตรวจประกอบกัน เพราะผลคดีขึ้นอยู่กับข้อความในคำพิพากษา สภาพรถที่ได้รับคืน และพยานหลักฐานเกี่ยวกับความเสียหาย ไม่ใช่ดูเพียงยอดส่วนต่างที่เจ้าหนี้เรียกร้อง

 

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 4122/2567

 

(นาย ข. โจทก์ นาย ธ. กับพวก จำเลย)

 

กฎหมายทีเกี่ยวข้อง

  1. แพ่ง ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ (ม.215) ค่าเสียหาย (ม.222)
  2. วิธีพิจารณาความแพ่ง คำพิพากษา ผูกพัน (ม.145) บังคับคดี (ม.274)
  3. พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 (ม.7)

 

ย่อสั้น

  โจทก์ฟ้องและมีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระราคารถยนต์ส่วนที่ขาดไปซึ่งเป็นส่วนต่างจากราคารถยนต์ที่นำออกขายทอดตลาดได้และราคาใช้แทนรถยนต์ที่ศาลกำหนดไว้ในคำพิพากษาคดีก่อนอันเป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการที่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนมิใช่ค่าเสียหายที่มีหลักแหล่งแห่งข้อหาตามสัญญาเช่าซื้อหรือข้ออ้างที่อาศัยความผูกพันกันตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเลิกกันไปแล้ว และศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดจนเสร็จสิ้น จึงไม่จำต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์การแจ้งให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันใช้สิทธิซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อก่อนนำออกขายทอดตลาดว่าเป็นไปตามสัญญาเช่าซื้อหรือประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญาอีกหรือไม่

  คำพิพากษาของศาลในคดีก่อนกำหนดลำดับความรับผิดของจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์เป็นลำดับแรก หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นลำดับถัดมา เป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลได้กำหนดขั้นตอนการบังคับคดีก่อนหลังกันไปตามที่ระบุในคำพิพากษา เมื่อไม่ปรากฏว่าเหตุที่โจทก์ขายรถยนต์พิพาทได้ในราคาต่ำกว่าราคาที่จะต้องใช้แทนในกรณีที่ไม่สามารถคืนรถยนต์ได้สืบเนื่องมาจากรถยนต์มีสภาพทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ ทั้งไม่ปรากฏว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อมีความชำรุดบกพร่องหรือไม่เรียบร้อยใช้การไม่ได้อย่างไร ดังนี้ ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อมาในสภาพไม่เรียบร้อยอันเกิดจากการใช้งานไม่เป็นไปตามปกติ มีผลเท่ากับว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นการชำระหนี้ที่ต้องตรงความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนแล้วโจทก์ไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215

 

ย่อยาว

  โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 122,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

  จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

  ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

  โจทก์อุทธรณ์

  ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีหรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มิถุนายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจาก ที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ ให้เป็นพับ

  จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

  ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันซึ่งทำสัญญายินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม ให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนและร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 100,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 33,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 พฤษภาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าขาดประโยชน์ต่อไปอีกเดือนละ 1,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนเสร็จสิ้น แต่ไม่เกิน 4 เดือน และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันรับผิดในค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 3,000 บาท ตามสำเนาคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2817/2560 ของศาลอุทธรณ์ภาค 6 เอกสารหมาย จ.4 คดีถึงที่สุด ต่อมา วันที่ 19 มกราคม 2562 โจทก์ติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนกลับมาได้และนำออกขายได้ราคา 40,000 บาท ตามสำเนาใบส่งมอบรถยนต์เอกสารหมาย จ.7 และสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.8 โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้ให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อและค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดราคาพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์โดยไม่ได้กำหนดค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์ให้ และยกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์มิได้ขออนุญาตฎีกา คดีในส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

  คดีมีปัญหาตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยสรุปว่า โจทก์มิได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันใช้สิทธิซื้อรถยนต์พิพาทโดยระบุข้อความตามที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2561 ข้อ 4 (5) การขายทอดตลาดรถยนต์พิพาทจึงไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนและร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ คดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 100,000บาท กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 33,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าขาดประโยชน์ต่อไปอีกเดือนละ 1,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนเสร็จสิ้นแต่ไม่เกิน 4 เดือน และให้จำเลยที่ 2ร่วมกันรับผิดในค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 3,000 บาท ผลแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดังกล่าว จึงผูกพันคู่ความและทำให้จำเลยทั้งสองมีสถานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองบิดพลิ้วไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลนั้นทั้งหมดหรือบางส่วน โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายชนะคดีหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 และมาตรา 274 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 นอกจากนี้หากการละเลยเสียไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายประการใด โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังชอบที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นได้อีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 215 ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วและประมูลขายได้ในราคา40,000 บาท เมื่อรวมเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อมาแล้วบางส่วนเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 160,450 บาท ไม่พอกับราคาเช่าซื้อตามสัญญาทั้งหมด โจทก์ยังคงได้รับความเสียหายในส่วนของค่าขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายส่วนดังกล่าวนั้น พอแปลความได้ว่าโจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระราคารถยนต์ส่วนที่ขาดไปซึ่งเป็นส่วนต่างจากราคารถยนต์ที่นำออกขายทอดตลาดได้และราคาใช้แทนรถยนต์ที่ศาลกำหนดไว้ในคำพิพากษาคดีก่อน อันเป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการที่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน มิใช่ค่าเสียหายที่มีหลักแหล่งแห่งข้อหาตามสัญญาเช่าซื้อหรือข้ออ้างที่อาศัยความผูกพันกันตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเลิกกันไปแล้วและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดจนเสร็จสิ้น กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์การแจ้งให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันใช้สิทธิซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อก่อนนำออกขายทอดตลาดว่าเป็นไปตามสัญญาเช่าซื้อหรือประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา หรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดีคำพิพากษาของศาลในคดีก่อนได้กำหนดลำดับความรับผิดของจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์เป็นลำดับแรก หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นลำดับถัดมา ซึ่งเป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลได้กำหนดขั้นตอนการบังคับคดีก่อนหลังกันไปตามที่ระบุในคำพิพากษา แต่การที่โจทก์นำสืบนาย บ. ผู้รับมอบอำนาจและทนายโจทก์เป็นพยานเบิกความแต่เพียงว่า เมื่อโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อดังกล่าวออกขายแก่บุคคลภายนอกด้วยวิธีการประมูลโดยเปิดเผยได้ในราคา 40,000 บาท โดยโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเหตุที่โจทก์ขายรถยนต์พิพาทได้ในราคาดังกล่าวสืบเนื่องมาจากรถยนต์มีสภาพทรุดโทรมอันเนื่องมาจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ ทั้งเมื่อพิจารณาสำเนาใบส่งมอบรถยนต์เอกสารหมาย จ.7 ก็ไม่ปรากฏว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อมีความชำรุดบกพร่องหรือไม่เรียบร้อยใช้การไม่ได้อย่างไร พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อมาในสภาพไม่เรียบร้อยอันเกิดจากการใช้งานไม่เป็นไปตามปกติ จึงมีผลเท่ากับว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นการชำระหนี้ที่ต้องตรงความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น”

  พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

 

Picture of ทนายพีรดา

ทนายพีรดา

หัวหน้าสำนักงานกฎหมาย THE BEST LAWYER
โทร.0984532263

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *