ทนายสู้คดี
คนค้ำโดนฟ้อง
ไฟแนนซ์บอกกล่าวเกิน 60 วัน
ต้องจ่ายค่าส่วนต่างหรือไม่
เมื่อ คนค้ำโดนฟ้อง หลายคนเข้าใจว่าต้องรับผิดเท่ากับผู้เช่าซื้อทุกอย่าง แต่ความรับผิดของทั้งสองฝ่ายอาจแตกต่างกัน โดยเฉพาะกรณี ไฟแนนซ์ฟ้องค่าส่วนต่าง หลังนำรถออกขาย ซึ่งต้องตรวจว่าเจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดหรือไม่ และค่าเสียหายที่เรียกร้องเกิดขึ้นเมื่อใด
หลักกฎหมายมาตรา 686 คุ้มครองผู้ค้ำประกันอย่างไร
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 กำหนดสาระสำคัญไว้ดังนี้
- ต้องมีหนังสือบอกกล่าวภายใน 60 วัน เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และจะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงไม่ได้ แต่ผู้ค้ำประกันยังมีสิทธิชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนด
- บอกกล่าวเกินกำหนด ไม่ได้ทำให้หลุดหนี้ทุกอย่างผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ เฉพาะที่เกิดขึ้นภายหลังพ้นกำหนด 60 วัน ส่วนหนี้ประธานและความรับผิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ต้องพิจารณาแยกต่างหาก
สำหรับคดีเช่าซื้อ จุดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงบอกกล่าวช้าหรือไม่ แต่ต้องแยกด้วยว่า เงินที่ฟ้องเป็นหนี้ประเภทใด และเกิดขึ้นก่อนหรือหลังพ้น 60 วัน
พามาดูคดีตัวอย่าง
ฎีกาที่ 1938/2563 คนค้ำไม่ต้องจ่ายค่าขาดราคา แต่ยังรับผิดค่าขาดประโยชน์บางส่วน
ผู้เช่าซื้อผิดนัดวันที่ 25 ตุลาคม 2558 แต่เจ้าหนี้บอกกล่าวผู้ค้ำประกันเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน และนำรถออกขายทอดตลาดภายหลัง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และอุปกรณ์แห่งหนี้ที่เกิดขึ้นหลังพ้นกำหนดดังกล่าว จึงไม่ต้องรับผิดค่าขาดราคา แต่ยังต้องร่วมรับผิดค่าขาดประโยชน์ในช่วง 60 วัน เป็นเงิน 10,000 บาท
ประเด็นสำคัญของคดีนี้
บอกกล่าวเกิน 60 วันช่วยให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากค่าขาดราคาในคดีนี้ แต่ไม่ได้ทำให้พ้นความรับผิดทั้งหมด
ฎีกาที่ 4836/2567 ผู้เช่าซื้อต้องจ่ายค่าขาดราคา แต่ผู้ค้ำประกันไม่ต้องจ่ายรายการเดียวกัน
เจ้าหนี้บอกกล่าวการผิดนัดแก่ผู้ค้ำประกันเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าขาดราคาเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในวันที่ขายทอดตลาดรถยนต์ ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดในค่าขาดราคา แม้ศาลจะกำหนดให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าขาดราคา 106,000 บาทก็ตาม ส่วนความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามคำพิพากษาเดิมยังคงอยู่ โดยหากผู้เช่าซื้อไม่ชำระ ให้ผู้ค้ำประกันชำระแทนเพียง 15,000 บาท และไม่ต้องรับผิดดอกเบี้ยหลังฟ้อง
ประเด็นสำคัญของคดีนี้
การที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระค่าขาดราคา ไม่ได้หมายความว่าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในรายการนั้นด้วยเสมอไป
ฎีกาที่ 1559/2566 คนค้ำหลุดทั้งค่าขาดราคา ค่าทวงถาม และค่าติดตามยึดรถ
ผู้เช่าซื้อผิดนัดตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2558 แต่เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 6 สิงหาคม 2558 ถึงผู้ค้ำประกันทั้ง 3 คน ซึ่งพ้นกำหนด 60 วันแล้ว
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากค่าขาดราคา ค่าติดตามทวงถาม และค่าติดตามยึดรถยนต์ ซึ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนและอุปกรณ์แห่งหนี้ที่เกิดขึ้นหลังพ้นกำหนด 60 วัน
ผลคดี ผู้เช่าซื้อต้องชำระค่าขาดราคา 45,000 บาท กับค่าติดตามทวงถามและค่าติดตามยึดรถรวม 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 55,000 บาท ส่วนผู้ค้ำประกันทั้ง 3 คนไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่ฟ้องเรียกดังกล่าว
ประเด็นสำคัญของคดีนี้
ผลของการบอกกล่าวล่าช้าอาจครอบคลุมค่าเสียหายหลายรายการ จึงต้องตรวจแยกทีละรายการ ไม่ใช่ดูเฉพาะค่าขาดราคา
คนค้ำโดนฟ้อง ควรให้ทนายตรวจอะไรบ้าง
หากถูกฟ้องเรียกเงินในฐานะผู้ค้ำประกัน ควรนำสัญญาเช่าซื้อ สัญญาค้ำประกัน ประวัติชำระค่างวด หนังสือบอกกล่าวพร้อมหลักฐานส่งและรับหนังสือ เอกสารรับรถคืน เอกสารขายทอดตลาด และคำฟ้อง ให้ ทนายสู้คดีไฟแนนซ์ ตรวจสอบ โดยเน้นวันผิดนัด การบอกกล่าว และวันที่เกิดค่าเสียหายแต่ละรายการ
การให้ ทนายคดีเช่าซื้อ ตรวจเอกสารเหล่านี้จะช่วยแยกได้ว่า เมื่อไฟแนนซ์ฟ้องค่าส่วนต่าง ผู้ค้ำประกันยังต้องรับผิดรายการใด และรายการใดมีข้อต่อสู้ตามมาตรา 686 เพราะการบอกกล่าวเกิน 60 วันไม่ได้ทำให้หลุดหนี้ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ แต่มีผลต่อขอบเขตความรับผิดอย่างสำคัญ
ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาฉบับเต็ม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2563
บริษัท ซ. โจทก์
บริษัท น. กับพวก จำเลย
หลักกฎหมาย
ป.พ.พ. มาตรา 386, มาตรา 573, มาตรา 686
ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 252
ย่อสั้น
บันทึกการส่งมอบรถยนต์มีข้อความว่า ข้าพเจ้าประสงค์ขอเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยการส่งมอบรถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อคืนแก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 9 ข้าพเจ้าสัญญาว่าจะรับผิดชอบที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญาเช่าซื้อกรณีที่เจ้าของได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการบอกเลิกสัญญาของข้าพเจ้า โดยเอกสารดังกล่าวระบุว่า บันทึกการส่งมอบรถยนต์เพื่อเลิกสัญญา และระบุสถานที่รับรถว่า เป็นการส่งมอบคืน ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ เมื่อสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 9 กำหนดว่า ผู้เช่าซื้อฝ่ายเดียวจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดก็ได้ โดยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนให้เจ้าของ ณ ภูมิลำเนาของเจ้าของ และผู้เช่าตกลงที่จะชำระบรรดาหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันบอกเลิกสัญญาแก่เจ้าของจนครบถ้วน และหากเจ้าของนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขาย หากได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชำระส่วนที่ขาดนั้นให้แก่เจ้าของจนครบถ้วน การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ค้ำประกันย่อมแปลความหมายได้ว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้เจ้าของ และตกลงจะรับผิดในบรรดาหนี้ที่เกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 9 สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันตามข้อสัญญาดังกล่าว หาใช่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยคู่สัญญาสมัครใจที่จะเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยายไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้
จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นเวลาภายหลัง ป.พ.พ. มาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ มีผลใช้บังคับแล้ว เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว โดยต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด การที่โจทก์เพิ่งมีหนังสือแจ้งสิทธิการซื้อทรัพย์สินลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ส่งไปยังจำเลยที่ 2 ตามที่อยู่ที่ปรากฏตามสัญญาค้ำประกันโดยหนังสือดังกล่าวถูกส่งคืนกลับต้นทาง และโจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 หลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 อีกครั้ง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วัน จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพียง 60 วัน เท่านั้น ส่วนค่าขาดราคาถือเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในมูลหนี้ค่าขาดราคา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย 243,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 51,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กันยายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 23,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำขอให้ค่าขาดราคา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญผูกพันบริษัทได้ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ยี่ห้อ VOLVO รุ่น xc 90 หมายเลขทะเบียน ศช 8389 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคาเช่าซื้อ 862,822.20 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน งวดละ 15,387 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) มีกำหนด 60 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 ตุลาคม 2556 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 25 ของทุกเดือนไปจนกว่าจะครบ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญา จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อ โดยชำระค่าเช่าซื้อเพียง 24 งวดเศษ เป็นเงิน 347,205.82 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 25 ประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2558 โจทก์มิได้มีหนังสือขอบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ ซึ่งขณะนั้นรถยนต์ที่เช่าซื้อมีหมายเลขทะเบียน 2 กร 195 กรุงเทพมหานคร โจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 แจ้งให้จำเลยทั้งสองใช้สิทธิซื้อทรัพย์สิน โจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคา 327,102.80 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โจทก์เสียค่าบริการจัดการประมูลขายรถยนต์ 3,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 โจทก์มีหนังสือแจ้งการขายรถยนต์และให้ชำระค่าเสียหายไปยังจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายเมื่อลูกหนี้ผิดนัด จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือฉบับนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อหลังผิดนัดเป็นเวลา 4 เดือน คิดเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 5,000 บาท
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อตกลงในสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกการส่งมอบรถยนต์มีข้อความอันมีใจความสำคัญว่า โดยหนังสือฉบับนี้ข้าพเจ้าประสงค์ขอเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยการส่งมอบรถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 9 ซึ่งข้าพเจ้าสัญญาว่าจะรับผิดชอบที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญาเช่าซื้อกรณีที่เจ้าของได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการบอกเลิกสัญญาของข้าพเจ้า โดยที่หัวกระดาษของเอกสารดังกล่าวมีข้อความว่า บันทึกการส่งมอบรถยนต์เพื่อเลิกสัญญา และตามบันทึกการส่งมอบรถยนต์ ระบุสถานที่รับรถว่า เป็นการส่งมอบคืน ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ อีกทั้งตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 9 กำหนดว่าผู้เช่าซื้อฝ่ายเดียวจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดก็ได้ โดยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนให้เจ้าของ ณ ภูมิลำเนาของเจ้าของ และผู้เช่าตกลงที่จะชำระบรรดาหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันบอกเลิกสัญญาแก่เจ้าของจนครบถ้วน และเมื่อเจ้าของนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขาย หากได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชำระส่วนที่ขาดนั้นให้แก่เจ้าของจนครบถ้วน ดังนี้ เมื่อพิจารณาเอกสารดังกล่าวข้างต้นประกอบกับจำเลยที่ 2 เป็นทั้งกรรมการของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ค้ำประกันจึงแปลความหมายการกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวได้ว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์โดยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนให้เจ้าของ ณ ภูมิลำเนาของเจ้าของ และตกลงที่จะรับผิดในบรรดาหนี้ที่เกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญานี้อันเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 9 ข้างต้น สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันตามข้อสัญญาดังกล่าว หาใช่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยคู่สัญญาสมัครใจที่จะเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้ มีปัญหาต้องพิจารณาต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาขอค่าขาดราคาเป็นเงิน 194,513.58 บาท เห็นว่า ค่าเช่าซื้อเป็นเงินลงทุนของโจทก์รวมกับผลประโยชน์ที่โจทก์คำนวณไว้ล่วงหน้าสำหรับการลงทุนเป็นเวลา 60 เดือน โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระเป็นงวด งวดละ 14,380.37 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อมาแล้ว 24 งวดเศษ เป็นเงิน 347,205.82 บาท และได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหลังจากทำสัญญาเช่าซื้อ 2 ปี 4 เดือน แต่การจะกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดราคาเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่ขาดซึ่งได้รวมผลประโยชน์สำหรับการลงทุนจนครบ 5 ปี ตามที่ตกลงกันไว้ ย่อมเป็นจำนวนเงินที่สูงเกินส่วน เมื่อคำนึงถึงราคาเงินสดของรถยนต์ที่เช่าซื้อ ค่าเช่าซื้อที่โจทก์ได้รับชำระและเงินที่ได้จากการขายรถยนต์แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อชำระค่าขาดราคาเป็นเงิน 50,000 บาท
อนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เริ่มผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ มีผลใช้บังคับแล้ว เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว คือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด แต่โจทก์เพิ่งมีหนังสือแจ้งสิทธิการซื้อทรัพย์สินลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ส่งไปยังจำเลยที่ 2 ตามที่อยู่ที่ปรากฏตามสัญญาค้ำประกันโดยหนังสือดังกล่าวถูกส่งคืนกลับต้นทาง โจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 และหลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 อีกครั้ง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ดังนี้ จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันย่อมต้องหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วัน จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพียง 60 วันเท่านั้น ส่วนค่าขาดราคาถือเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในมูลหนี้ค่าขาดราคา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 73,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าขาดประโยชน์ 10,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 73,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567
ธนาคาร ก.โจทก์
นาง ว. กับพวกจำเลย
หลักกฎหมาย
ป.พ.พ. มาตรา 379, มาตรา 383, มาตรา 391, มาตรา 573
ย่อสั้น
การที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก ต่อมาจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทโต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อกัน พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ได้ และที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ภายหลังจากที่ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ บ่งชี้ถึงเจตนาที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ต้องการที่จะเลิกสัญญาเช่าซื้อ เช่นนี้ แม้จำเลยที่ 1 ได้ชื่อว่าเป็นลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ก็ยังบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติกำหนดสิทธิและวิธีบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกจากการเลิกสัญญาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 4 ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์โดยมีเจตนาจะเลิกสัญญา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันเลิกกันด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 ซึ่งผิดนัดเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 พฤติการณ์แห่งคดีหาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 291,569.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 21,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 เมษายน 2564) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติการชำระหนี้แทน แต่ให้จำเลยที่ 2 รับผิดเพียง 15,000 บาท และไม่ต้องรับผิดในส่วนดอกเบี้ยหลังฟ้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ส่วนที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ในราคาเช่าซื้อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 639,539.90 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 7,614 บาท รวม 84 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบถ้วน โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และสัญญาค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 1 ประจำวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นมา ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2562 จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์โดยตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 639,539.90 บาท ด้วยวิธีการผ่อนชำระเป็นรายเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 5 ของทุกเดือนติดต่อกันไปรวม 84 เดือน จำเลยที่ 1 จึงมีความผูกพันในอันที่จะต้องชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ตามจำนวนและกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา โดยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรกเป็นต้นมา จากนั้นวันที่ 28 เมษายน 2562 จำเลยที่ 1 ก็ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทโต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อกันแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงที่ได้ความแสดงให้เห็นพฤติการณ์ที่ไม่ชำระค่าเช่าซื้อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ได้ และที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ภายหลังจากที่ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันเป็นจำนวน 3 งวด บ่งชี้ถึงเจตนาที่แสดงออกมาด้วยว่าจำเลยที่ 1 ต้องการที่จะเลิกสัญญาเช่าซื้อ เช่นนี้ แม้จำเลยที่ 1 ได้ชื่อว่าเป็นลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ก็ยังบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติกำหนดสิทธิและวิธีบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกจากการเลิกสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 4 ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์โดยมีเจตนาจะเลิกสัญญาตามที่วินิจฉัยมา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันเลิกกันด้วยเหตุทึ่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 พฤติการณ์แห่งคดีหาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมาไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการเช่าซื้อรถยนต์ ข้อ 11 ที่กำหนดไว้ใจความว่า เมื่อสัญญานี้สิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ๆ หากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายโดยวิธีการประมูลหรือวิธีการขายทอดตลาดที่เหมาะสม หากได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดส่วนที่ขาด ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาแก่โจทก์ แต่ข้อตกลงที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดนี้เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 หากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อค่าขาดราคา 269,319.90 บาท ที่เรียกร้องมาโจทก์คำนวณจากค่าเช่าซื้อตามสัญญาหักด้วยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ แต่ค่าเช่าซื้อตามสัญญานี้เป็นการรวมผลประโยชน์ตลอดอายุสัญญาจำนวน 133,286.82 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 41,839.06 บาท เข้าไว้ด้วย ทั้งสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญา ค่าขาดราคาที่โจทก์เรียกร้องมานี้จึงสูงเกินส่วน เมื่อพิจารณาถึงเงินลงทุนของโจทก์กับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดประกอบกับทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดราคาให้แก่โจทก์เป็นเงิน 106,000 บาท ค่าขาดราคาที่กำหนดให้นี้เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์ 21,000 บาท ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดทั้งสิ้น 127,000 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าขาดราคา นั้น โดยที่ข้อกำหนดและเงื่อนไขการเช่าซื้อรถยนต์ ข้อ 14 กำหนดถึงความรับผิดในเบี้ยปรับเฉพาะแต่เบี้ยปรับของค่าเช่าซื้อที่ผิดนัด นับแต่วันถึงกำหนดชำระค่าเช่าซื้อแต่ละงวดจนถึงวันชำระครบถ้วน และค่าเสียหายเพียงเท่าที่โจทก์ได้ใช้จ่ายไปจริงกรณีที่โจทก์ได้รับความเสียหายใด ๆ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ข้อกำหนดและเงื่อนไขดังกล่าวหาได้กำหนดรวมถึงเบี้ยปรับของค่าขาดราคาด้วยไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยของค่าขาดราคาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่อย่างไรก็ตามค่าขาดราคาเป็นหนี้เงินโจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกับดอกเบี้ยของค่าขาดประโยชน์ที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ซึ่งปัญหานี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และค่าขาดราคาเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในวันที่ขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อ จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในค่าขาดราคานี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 127,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราและกำหนดเวลาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1559/2566
ธนาคาร อ. โจทก์
นาย ด. กับพวก จำเลย
หลักกฎหมาย
ป.พ.พ. เบี้ยปรับ การเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิด มาตรา 383 วรรคหนึ่ง, 686 วรรคสอง
ย่อสั้น
ภายหลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียง 44 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 45 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสี่โดยชอบ สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยที่ 1 ผู้ประพฤติผิดสัญญาย่อมต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์ ข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลย่อมลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง
ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์บอกกล่าวทวงถามจำเลยทั้งสี่ให้ชำระหนี้และโจทก์เป็นฝ่ายขวนขวายติดตามรถยนต์กลับคืนมาสู่การครอบครองของตน ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าติดตามทวงถามและค่าติดตามยึดรถยนต์ให้แก่โจทก์
โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกัน ล่วงพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ผลของการบอกกล่าวของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เช่นนั้น ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากค่าขาดราคา ค่าติดตามทวงถามและค่าติดตามยึดรถยนต์ อันเป็นค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ของสัญญาเช่าซื้อ ที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 174,245.22 บาท พร้อมค่าชดเชยผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน145,864.27 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 40,000 บาท พร้อมค่าชดเชยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 เมษายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้
ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จากโจทก์ในราคา 1,011,024 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรวม 72 งวด งวดละ 14,042 บาท กำหนดชำระทุกวันที่ 5 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 กรกฎาคม 2554 โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียง 44 งวด เป็นเงิน 617,848 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 45 ประจำวันที่ 5 มีนาคม 2558 เป็นต้นไปโจทก์บอกกล่าวทวงถามกับบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสี่โดยชอบ แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2558 โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้วนำรถยนต์ออกขายทอดตลาดได้เงิน 281,000 บาท
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่าการที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาเพียงเงินลงทุนของโจทก์ มิได้คำนึงถึงค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระไปในการแสวงหารถยนต์มาให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อและไม่กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถยนต์ให้แก่โจทก์นับว่าไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมทั้งที่สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 19 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อรับผิดในหนี้ค่าขาดราคาจากการขายทอดตลาดรถยนต์ นอกจากนี้การที่โจทก์ต้องส่งข้อความกับโทรศัพท์ทวงถามหนี้กับจ้างบุคคลภายนอกติดตามรถยนต์คืน โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าทวงถาม 33,063 บาท กับค่าติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อ 5,350 บาทและเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดค่าชดเชยผิดนัดชำระหนี้นับตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2554 ถึงวันที่ 11 มกราคม 2559 เป็นเงิน 23,349.27 บาท แก่โจทก์ตามข้อตกลงในสัญญา นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ภายหลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียง 44 งวด เป็นเงิน 617,848 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 45 ประจำวันที่ 5 มีนาคม 2558 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิก สัญญาฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2558 ไปยังจำเลยทั้งสี่โดยชอบ สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยที่ 1 ผู้ประพฤติผิดสัญญาย่อมต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 19 แก่โจทก์ อย่างไรก็ตามข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลย่อมลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิจารณาว่าโจทก์ใช้เงินลงทุนในรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งมีสภาพใหม่ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อนเป็นเงิน 743,375 บาท คำนวณหักทอนกันกับเงินค่าเช่าซื้อไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ 44 งวด ทั้งพินิจพิเคราะห์เข้ากับความเสื่อมสภาพของรถยนต์จากการใช้งานและความเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เป็นเรื่องปกติธรรมดา รวมไปถึงความเสียหายในเชิงธุรกิจของโจทก์อันเป็นผลจากการประพฤติผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 กับผลประโยชน์ที่โจทก์ควรได้รับตามสมควรและทางได้เสียทุกอย่างของโจทก์อันชอบด้วยกฎหมายแล้วชอบที่จะกำหนดค่าขาดราคาแก่โจทก์ เป็นเงิน 45,000 บาท การที่ศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดค่าขาดราคาเพื่อเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์เลย ศาลฎีกาจึงไม่อาจเห็นพ้องด้วย ในส่วนค่าติดตามทวงถามและค่าติดตามยึดรถยนต์นั้นแม้โจทก์มีตารางภาระหนี้ ที่แสดงรายการค่าใช้จ่ายและตารางภาระหนี้เป็นเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้นเองฝ่ายเดียวยังไม่น่าเชื่อถือว่าโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินตามจำนวนที่เรียกร้องดังที่ศาลอุทธรณ์ยกมาตำหนิโจทก์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงในคดีเป็นที่เห็นได้ว่า ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์บอกกล่าวทวงถามจำเลยทั้งสี่ให้ชำระหนี้และโจทก์เป็นฝ่ายขวนขวายติดตามรถยนต์กลับคืนมาสู่การครอบครองของตน ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น การที่ศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดค่าติดตามทวงถามและค่าติดตามยึดรถยนต์ให้แก่โจทก์เลย ศาลฎีกาจึงยังไม่เห็นพ้องด้วยเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าติดตามทวงถามและค่าติดตามยึดรถยนต์ให้แก่โจทก์รวมเป็นเงิน 10,000 บาท แต่ที่โจทก์ฎีกาเรียกร้องค่าชดเชยผิดนัดนับตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2554 ถึงวันที่ 11มกราคม 2559 เป็นเงิน 23,349.27 บาท ตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อเมื่อสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 22 กำหนดให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าชดเชยของค่าเช่าซื้อที่ผิดนัด นับแต่วันถึงกำหนดชำระแต่ละงวดจนถึงวันชำระ ดังนั้น การที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันและโจทก์ไม่อาจเรียกร้องค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายหลังจากสัญญาเลิกกันได้ โจทก์ย่อมไม่อาจเรียกค่าชดเชยของค่าเช่าซื้อที่ผิดนัดได้เช่นเดียวกันและในส่วนค่าชดเชยผิดนัดนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปที่ศาลอุทธรณ์ยกคำขอของโจทก์ไปด้วย นั้น โจทก์มิได้ฎีกาในส่วนนี้ ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา 45,000 บาท กับค่าติดตามทวงถามและค่าติดตามยึดรถยนต์ รวม 10,000 บาท แก่โจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 การที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 45 ประจำวันที่ 5 มีนาคม 2558 แต่โจทก์เพิ่งมีหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2558 แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกัน ล่วงพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ผลของการบอกกล่าวของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เช่นนั้น ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากค่าขาดราคา ค่าติดตามทวงถามและค่าติดตามยึดรถยนต์อันเป็นค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ของสัญญาเช่าซื้อ ที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสองที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 55,000 บาท แก่โจทก์กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ทนายพีรดา
หัวหน้าสำนักงานกฎหมาย THE BEST LAWYER
โทร.0984532263