ทนายสู้คดี
รถหาย ต้องจ่ายไฟแนนซ์ต่อหรือไม่
พามาดูคดีจาก ฎีกา 855/2567 ที่ศาลยกฟ้อง
รถที่ยังผ่อนไม่หมดถูกขโมย ผู้เช่าซื้อต้องจ่ายราคารถที่เหลือหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 855/2567 ศาลวางแนวทาวว่า ต้องพิจารณาทั้งสาเหตุที่รถสูญหาย ข้อตกลงในสัญญา และพยานหลักฐานที่เจ้าหนี้นำสืบ ไม่ใช่เพียงรถคืนไม่ได้แล้วต้องใช้ราคาแทนทุกกรณี
สำหรับผู้ที่กำลังมองหา ทนายสู้คดีไฟแนนซ์ หรือ ทนายคดีเช่าซื้อ คดีนี้เป็นตัวอย่างของการตรวจข้อสัญญาเพื่อกำหนดขอบเขตความรับผิดของผู้เช่าซื้อ
หลักกฎหมายที่ศาลใช้วินิจฉัย
1. รถสูญหายโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ต้องตรวจข้อสัญญาว่ากำหนดให้รับผิดอะไร
คดีนี้ข้อเท็จจริงยุติว่า รถถูกคนร้ายลักไปโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ และสัญญาข้อ 6.7 กำหนดความรับผิดในกรณีดังกล่าวไว้เฉพาะเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือ ภายใต้เงื่อนไขตามสัญญา
ศาลจึงวินิจฉัยให้คู่สัญญาผูกพันตามข้อตกลงนั้น เจ้าหนี้ไม่อาจเรียกค่าเสียหายอย่างอื่นนอกเหนือจากที่ตกลงไว้ โดยอาศัยเพียงเหตุว่ารถสูญหายและไม่สามารถส่งคืนได้
2. เบี้ยปรับมีความหมายตามที่ตกลงไว้ ไม่ครอบคลุมค่าเสียหายทุกประเภท
เบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 เป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญาตกลงไว้ล่วงหน้าเมื่อมีการไม่ชำระหนี้ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าในสัญญากำหนดเบี้ยปรับสำหรับหนี้รายการใด
สัญญาในคดีนี้กำหนดเบี้ยปรับไว้สำหรับค่าเช่าซื้อที่ผิดนัดและค่าใช้จ่ายบางรายการที่ผู้ให้เช่าซื้อชำระแทน จึงไม่อาจตีความให้รวมถึงค่าเสียหายอย่างอื่นจากการที่รถสูญหายได้ทั้งหมด
3. มีข้อสัญญาให้เรียกเงินได้ ยังต้องนำสืบให้ตรงรายการ
แม้สัญญาจะกำหนดให้ผู้เช่าซื้อรับผิดค่าใช้จ่ายบางประเภท แต่โจทก์ต้องนำสืบถึงค่าเสียหายตามรายการนั้นด้วย คดีนี้โจทก์มิได้นำสืบถึงเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการทวงถามหนี้ และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือตามข้อสัญญา ศาลจึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายให้ได้
มาดูสรุปย่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 855/2567
ผู้เช่าซื้อทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ใช้แล้ว ต่อมารถถูกคนร้ายลักไป ภรรยาของผู้เช่าซื้อแจ้งความ และผู้เช่าซื้อแจ้งเจ้าหนี้แล้ว โดยเจ้าหนี้มอบอำนาจให้ผู้เช่าซื้อร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่ารถสูญหายโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ
เจ้าหนี้ฟ้องขอให้คืนรถ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 380,623.04 บาท พร้อมค่าขาดประโยชน์และดอกเบี้ย ผู้เช่าซื้อให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรถสูญหายโดยตรง แต่คำฟ้องประกอบสัญญาที่แนบมาพอถือได้ว่าเรียกค่าเสียหายกรณีรถสูญหายด้วย อย่างไรก็ตาม ความรับผิดต้องเป็นไปตามข้อสัญญา และต้องมีการนำสืบรองรับ
เมื่อสัญญาไม่ได้กำหนดให้รับผิดค่าเสียหายอย่างอื่น และโจทก์ไม่ได้นำสืบค่าเสียหายในรายการที่สัญญากำหนด ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ยกฟ้อง
เหตุที่ยกฟ้องจึงประกอบกันทั้งรถสูญหายโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ขอบเขตความรับผิดตามสัญญา และการไม่นำสืบค่าเสียหายให้ตรงรายการ ไม่ใช่เพียงแจ้งความว่ารถหายแล้วหนี้ทุกอย่างสิ้นสุดลง
ต่างจากกรณีไฟแนนซ์ฟ้องค่าส่วนต่างอย่างไร
คดีนี้เป็นการฟ้องให้คืนรถหรือใช้ราคาแทนพร้อมค่าเสียหายจากกรณีรถสูญหาย ไม่ใช่กรณีได้รถคืนแล้วนำออกขายก่อน ไฟแนนซ์ฟ้องค่าส่วนต่าง หรือค่าขาดราคา
จึงไม่ควรนำผลยกฟ้องไปสรุปว่าผู้เช่าซื้อทุกคดีไม่ต้องชำระเงิน แต่ควรนำวิธีพิจารณาของศาลมาใช้ตรวจว่า เจ้าหนี้เรียกเงินประเภทใด มีข้อสัญญารองรับหรือไม่ และนำสืบความเสียหายตรงกับที่เรียกร้องหรือไม่
เอกสารที่ควรเตรียมให้ทนายตรวจ
คำฟ้อง หนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญา หลักฐานการชำระค่างวด หลักฐานแจ้งความ และหลักฐานแจ้งรถหายต่อเจ้าหนี้ ให้ ทนายคดีเช่าซื้อ ตรวจประกอบกัน
การปรึกษา ทนายสู้คดีไฟแนนซ์ ควรเริ่มจากการแยกรายการเงินที่ถูกฟ้องและตรวจข้อสัญญาที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางข้อต่อสู้ให้ตรงกับข้อเท็จจริงและหลักฐานของแต่ละคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 855/2567 ฉบับเต็ม
ธนาคาร ก. โจทก์
นาย ป. จำเลย
หลักกฎหมาย
ป.พ.พ. เบี้ยปรับ ความรับผิดของผู้เช่า เช่าซื้อ มาตรา 379, 562, 572
ป.วิ.พ. บรรยายฟ้อง มาตรา 172
พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ทวิ
พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7
ย่อสั้น
โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ แล้วผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมเรียกให้จำเลยส่งมอบ รถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ตามสัญญา โดยโจทก์แนบสำเนาสัญญาเช่าซื้อพร้อมคำฟ้องและอ้างส่งต่อศาล ทั้งมี คำขอบังคับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาพร้อมค่าเสียหาย แม้โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องจากรถยนต์ ที่เช่าซื้อสูญหาย แต่พอถือได้ว่าโจทก์เรียกค่าเสียหายกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อ สูญหายตามสัญญาเช่าซื้อด้วย
สัญญาเช่าซื้อข้อ 6.7 กำหนดว่า กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายหากมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือ ทั้งนี้เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้จ่ายไปจริงโดยประหยัดตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร ดังนั้น โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาต้อง ผูกพันตามข้อสัญญาดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อ สูญหายไปโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ จำเลยผู้เช่าซื้อจึงต้องรับผิดเฉพาะเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือเท่านั้น ซึ่งในส่วนเบี้ยปรับ แม้เป็นค่าเสียหาย อย่างหนึ่ง แต่มีลักษณะเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าให้ชดใช้ให้แก่กันเมื่ออีกฝ่ายไม่ชำระหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตราซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 4 กำหนดรายละเอียดของเบี้ยปรับว่า ได้แก่ เบี้ยปรับของค่าเช่าซื้อที่ผิดนัด เบี้ยปรับของค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ชำระ ที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บแทนผู้เช่าซื้อ เบี้ยปรับจึงมีความหมายเฉพาะที่ระบุในข้อสัญญาดังกล่าว มิใช่ค่าเสียหายอย่างอื่นที่โจทก์อาจมีสิทธิเรียกได้กรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงค่าเสียหายอันเป็นเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือตามที่ระบุไว้ในข้อสัญญาดังกล่าว ทั้งสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอย่างอื่น จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 380,623.04 บาท ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 22,876.96 บาท และค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 2,859.62 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนครบถ้วน และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 403,500 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียม ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2562 จำเลยเช่าซื้อรถยนต์ใช้แล้วยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแมกซ์ 2 ดีอาร์ จากโจทก์ในราคาค่าเช่าซื้อ 391,500 บาท จำเลยตกลง ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนรวม 72 งวด งวดที่ 1 ถึง 71 เดือนละ 5,819 บาท งวดที่ 72 เป็นเงิน 5,755.83 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 มิถุนายน 2562 และภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบถ้วน หากผิดนัด 3 งวด ติดต่อกัน โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ตามสัญญาเช่าซื้อจำเลยชำระ ค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง 2 งวด และงวดที่ 3 บางส่วน รวมเป็นเงิน 10,876.96 บาท
เป็นการผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 3 ประจำวันที่ 5 สิงหาคม 2562 เป็นต้นมา โจทก์
มีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ แต่จำเลยเพิกเฉย ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2562 รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไป ภรรยาจำเลยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์มอบอำนาจ ให้จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปโดย ไม่ใช่ความผิดของจำเลย
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิด ต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยทำสัญญา เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์แล้วผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมเรียกให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ ตามสัญญา โดยโจทก์แนบสำเนาสัญญาเช่าซื้อพร้อมคำฟ้องและอ้างส่งต่อศาล ทั้งมีคำขอบังคับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาพร้อมค่าเสียหาย แม้โจทก์มิได้ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องจากรถยนต์ ที่เช่าซื้อสูญหาย แต่พอถือได้ว่าโจทก์เรียกค่าเสียหายกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ตามสัญญาเช่าซื้อด้วย ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6.7 กำหนดว่า กรณีรถที่เช่าซื้อสูญหาย หากมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้จ่ายไปจริงโดยประหยัด ตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร ดังนั้น โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาต้องผูกพันตามข้อสัญญา ดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปโดยไม่ใช่ความผิดของจำเลยผู้เช่าซื้อ จำเลยผู้เช่าซื้อจึงต้องรับผิดเฉพาะเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือเท่านั้น ซึ่งในส่วนเบี้ยปรับ แม้เป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง แต่มีลักษณะเป็นค่าเสียหาย ที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าให้ชดใช้ให้แก่กันเมื่ออีกฝ่ายไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 4 ได้กำหนดรายละเอียดของค่าเบี้ยปรับว่า ได้แก่ เบี้ยปรับของค่าเช่าซื้อที่ผิดนัดและเบี้ยปรับของค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ชำระที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บแทนผู้เช่าซื้อโดยผู้เช่าซื้อต้องชำระในอัตราเท่ากับอัตรา ดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี บวกร้อยละ 3 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ดังนั้น เบี้ยปรับจึงมีความหมายเฉพาะที่ระบุในข้อสัญญาดังกล่าว มิใช่ค่าเสียหายอย่างอื่นที่โจทก์อาจมีสิทธิเรียกได้กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงค่าเสียหายอันเป็นเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือตามที่ระบุไว้ในข้อสัญญาดังกล่าว ทั้งสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอย่างอื่นให้แก่โจทก์ นอกจากที่ตกลงในสัญญาเช่าซื้อ ดังนี้แล้ว จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ทนายพีรดา
หัวหน้าสำนักงานกฎหมาย THE BEST LAWYER
โทร.0984532263